ครีเอทีฟคอมมอนส์ : สู่โลกแห่งการสร้างสรรค์เพื่อสาธารณะ — onopen
ครีเอทีฟคอมมอนส์ : สู่โลกแห่งการสร้างสรรค์เพื่อสาธารณะ
โดย สฤณี อาชวานันทกุล fringer.org
ในโลกยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน “สิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล” เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจและเรียกร้องให้รัฐบาลของตนปกป้องอย่างสุดกำลัง แต่ในขณะเดียวกัน โลกยุคนี้ก็เป็นยุคที่ “ผู้สร้างงาน” เช่น นักแต่งเพลง หรือนักเขียน มักไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานที่ตัวเองสร้างอีกต่อไป ก่อให้เกิดคำถามว่า “ผู้สร้างงาน” และ “ผู้เสพงาน” ควรมีสิทธิด้อยกว่า “นายทุน” เจ้าของลิขสิทธิ์ผู้จ่ายเงินสนับสนุนการสร้างและเผยแพร่งานสร้างสรรค์ชิ้นนั้น หรือไม่ เพียงใด?
ในสังคมไทยปัจจุบัน คลื่นวิทยุกระแสหลักถูกครอบงำด้วยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ไม่กี่ค่าย ที่เน้นการผลิตเพลงป๊อปที่มีเนื้อหาและท่วงทำนองใกล้เคียงกันอย่างน่าเบื่อ ออกอัลบั้มใหม่ที่มีเพลงใหม่เพียง 3-4 เพลง ที่เหลือเป็น “เวอร์ชั่น” ต่าง ๆ ของเพลงเดียวกัน บางค่ายชอบรณรงค์ให้คนเลิกซื้อ “แผ่นผี” แต่ตัวเองกลับเอาเพลงเก่ามาเรียบเรียงให้นักร้องในค่ายร้องใหม่โดยไม่ให้เครดิตกับเจ้าของเพลงเดิม แถมยังไม่อนุญาตให้ลูกค้าที่ซื้อซีดีก็อปปี้เพลงไปฟังในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้เป็นสิทธิของผู้บริโภคภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค
ปัญหาหลักในแวดวงสร้างสรรค์ของประเทศไทยอาจยังอยู่ที่การละเมิดลิขสิทธิ์มากเกินไป โดยเฉพาะในยุคอินเทอร์เน็ตที่การ “ขโมย” งานอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เพลง งานเขียนบนเว็บไซต์ และรูปถ่าย สามารถทำได้อย่างง่ายดายและหาตัวคนผิดยาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าการ “เอียง” ไปสู่อีกข้างหนึ่งของตาชั่ง กล่าวคือ การบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์อย่างเข้มงวด และให้เจ้าของลิขสิทธิ์เรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์สูง ๆ จะทำให้ปัญหาทุกอย่างจบสิ้นลง เพราะการยอมให้เจ้าของลิขสิทธิ์ (ซึ่งโดยมากเป็นบริษัท) เรียก “ค่าลิขสิทธิ์” แพงเกินเหตุจากทุกคนที่ต้องการใช้งานของพวกเขาในการสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ อาจทำให้เราต้องสูญเสียโอกาสที่จะได้เสพงานสร้างสรรค์ดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะผู้สร้างงานจำนวนมากที่มีความคิดสร้างสรรค์ดีเด่น มักจะไม่มีเงินพอจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพื่อนำงานเก่าไปต่อยอดหรือดัดแปลงเป็นงานใหม่
ดังนั้น ระบบลิขสิทธิ์ที่ “ดี” จึงไม่ใช่ระบบที่ปกป้องคุ้มครองเจ้าของลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบที่สร้าง “สมดุล” ระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ และการส่งเสริมให้คนนำงานชิ้นนั้นไปใช้เพื่อสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ
พูดอีกนัยหนึ่งคือ ระบบลิขสิทธิ์ที่ดีต้องคุ้มครองสิทธิ โดยไม่บ่อนทำลายความคิดสร้างสรรค์
เมื่อคุณผลิตงานสร้างสรรค์ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน บทเพลง รูปถ่าย รูปวาด ฯลฯ งานนั้นจะถูกคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์แบบ “สงวนลิขสิทธิ์ 100%” โดยอัตโนมัติ ไม่ว่าคุณจะแจ้งต่อทางการหรือไม่ และไม่ว่าคุณจะแสดงเครื่องหมาย © บนงานของคุณหรือเปล่า นี่เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่อยากควบคุมรูปแบบที่คนอื่นจะนำงานของพวกเขาไป “ใช้” ในทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นการอ้างอิง จัดแสดง เผยแพร่ ก็อปปี้ ดัดแปลง ฯลฯ
แต่ถ้าหากคุณอยากแบ่งปันงานของคุณให้คนอื่นได้ใช้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องขออนุญาตคุณก่อนทุกครั้งล่ะ? เช่น คุณอาจเป็นนักเขียนใหม่ที่อยากเผยแพร่งานฟรีบนเว็บไซต์เพื่อให้ชื่อ “ติดตลาด” ก่อน และดังนั้นจึงอยากให้เจ้าของเว็บไซต์ต่างๆ ตีพิมพ์งานของคุณบนเว็บให้คนอื่นอ่านฟรี ตราบใดที่ให้เครดิตว่าคุณเป็นคนเขียนและไม่ดัดแปลงงานของคุณ หรือไม่คุณอาจเป็นนักดนตรีใจกว้างที่อยากอำนวยความสะดวกให้นักดนตรีคนอื่นสามารถนำงานของคุณไปรีมิกซ์หรือดัดแปลงเพื่อใช้ในงานใหม่ ๆ ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตคุณก่อน ตราบใดที่พวกเขาให้เครดิตคุณในฐานะคนต้นคิดดนตรีบางท่อน หรือไม่อีกที คุณอาจเป็นอาจารย์วิชาวิทยาศาสตร์ที่อยากจะเผยแพร่ความรู้ที่คุณสังเคราะห์ และย่อยออกมาให้เข้าใจง่ายในงานเขียน ต่อสาธารณชนให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่สนใจว่าใครจะให้เครดิต หรือนำงานของคุณไปขายต่อหรือเปล่า
ครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons – http://creativecommons.org/) คือรูปแบบ “สัญญาอนุญาต” (license agreement) ที่ทุกคนนำไปใช้กับงานของตัวเองได้ฟรี คิดค้นโดยองค์กรการกุศลชื่อเดียวกันซึ่งก่อตั้งโดยนักกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีชาวอเมริกันกลุ่มหนึ่ง นำโดย ลอว์เรนซ์ เลสสิก (Lawrence Lessig) อาจารย์กฎหมายประจำมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้รณรงค์แนวคิด “วัฒนธรรมเสรี” (free culture)
เป้าหมายของครีเอทีฟคอมมอนส์คือการอนุญาตให้คนทั่วโลกสามารถเผยแพร่ จัดแสดง ทำซ้ำ และโพสงานต่าง ๆ ลงในเว็บไซต์ได้ ตราบใดที่พวกเขาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้กำหนด ดังตัวอย่างข้างต้น
ครีเอทีฟคอมมอนส์พยายามสร้าง “พื้นที่ตรงกลาง” ที่อยู่ระหว่างโลกสองขั้ว คือโลกแห่งการควบคุมที่สงวนลิขสิทธิ์ 100% อย่างเคร่งครัดจนบั่นทอนแรงจูงใจที่จะรังสรรค์งานใหม่ ๆ (ซึ่งเป็นปัญหาของอเมริกาในปัจจุบัน) และโลกแบบอนาธิปไตยที่คนไร้จรรยาบรรณและความรับผิดชอบ ไม่มีใครเคารพในลิขสิทธิ์ซึ่งกันและกัน (ซึ่งเป็นปัญหาที่เมืองไทยเราอาจกำลังประสบอยู่)
พูดอีกนัยหนึ่งคือ สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการของคนทุกคนที่เข้าใจว่านวัตกรรมและไอเดียใหม่ ๆ เกิดจากการต่อยอดไอเดียที่มีอยู่เดิม รูปแบบสัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ช่วยให้ผู้สร้างงานสามารถรักษา ลิขสิทธิ์ไว้ แต่ในขณะเดียวกันก็อนุญาตให้คนอื่นใช้งานชิ้นนั้นภายใต้เงื่อนไขที่ผู้สร้างเป็นคนกำหนดเอง
กล่าวโดยสรุป สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ช่วยให้ผู้สร้างสามารถเผยแพร่งานในลักษณะ “สงวนลิขสิทธิ์บางประการ” ได้ ไม่ต้องสงวนสิทธิ์ทั้ง 100% หรืออุทิศงานให้เป็นสมบัติสาธารณะ
ถึงแม้ว่าจะเป็น “สัญญา” ที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายในทุกประเทศที่มีกฎหมายลิขสิทธิ์ (เพราะเป็นเงื่อนไขที่เจ้าของลิขสิทธิ์กำหนดเอง) สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ก็เป็นสัญญาที่เข้าใจง่ายสำหรับทุกคนที่ไม่ใช่นักกฎหมาย เพราะแต่ละรูปแบบมีถึงสามฉบับ ได้แก่ สัญญาฉบับอ่านง่าย (สำหรับคนทั่วไป), สัญญาฉบับกฎหมาย (สำหรับการนำไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม เช่น เมื่อเกิดคดีฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์), และสัญญาฉบับภาษาคอมพิวเตอร์ (สำหรับให้โปรแกรมท่องเว็บต่าง ๆ เช่น เสิร์ชเอ็นจิ้นของกูเกิ้ล “อ่าน” ออกโดยอัตโนมัติ)
สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์มีเงื่อนไขหลักสี่ข้อ ผู้สร้างงานสามารถเลือกใช้ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อรวมกันก็ได้ ได้แก่ “ยอมรับสิทธิของผู้สร้าง” (Attribution), “ไม่ใช้เพื่อการค้า” (Noncommercial), “ไม่แก้ไขต้นฉบับ” (No Derivative Works), และ “ใช้สัญญาอนุญาตแบบเดียวกัน” (Share Alike) ต่อไปนี้ผู้เขียนจะลองอธิบายความหมายของเงื่อนไขหลักสี่ข้อดังกล่าว โดยใช้กรณีสมมุติว่าคุณเป็นคนถ่ายรูปตึกช้างในกรุงเทพฯ ที่สวยมากรูปหนึ่ง และอยากเผยแพร่งานนี้ในเว็บไซต์ของคุณโดยใช้สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์
ถ้าคุณอยากให้ใครก็ตามที่นำรูปตึกช้างของคุณไปใช้ (เช่น โพสในเว็บของเขา) ให้เครดิตว่าคุณเป็นคนถ่าย และอ้างอิงที่มาว่ามาจากเว็บของคุณ คุณก็ควรเลือกใช้เงื่อนไขแบบ “ยอมรับสิทธิของผู้สร้าง” (Attribution) หลังจากที่คุณโพสรูปบนเว็บของคุณและแปะป้ายสัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์แบบนี้ไว้ข้าง ๆ แล้ว ใครก็ตามที่อ่านสัญญาอนุญาตในเว็บของคุณก็จะรู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องติดต่อคุณก่อนที่จะนำรูปไปใช้ เขาเพียงแต่ต้องระบุชื่อของคุณอย่างชัดเจน และลิ้งก์กลับไปหาสัญญาอนุญาตของคุณเท่านั้น
ถ้าคุณไม่อยากให้คนอื่นเอางานของคุณไปขาย คุณก็สามารถเลือกใส่เงื่อนไข “ไม่ใช้เพื่อการค้า” (Noncommercial) เข้าไปในสัญญาอนุญาต เงื่อนไขนี้แปลว่าใครก็ตามที่ต้องการใช้รูปถ่ายตึกช้างของคุณเพื่อการค้า เช่น เป็นรูปประกอบในหนังสือเรื่องตึกระฟ้าที่จะพิมพ์ขาย จะต้องมาขออนุญาตคุณก่อน (ซึ่งในกรณีนั้นคุณก็จะมีโอกาสต่อรองเรื่องส่วนแบ่งกำไรหรือค่าตอบแทน ถ้าคุณสนใจจะหารายได้จากรูปของคุณ)
เงื่อนไขหลักอีกข้อที่ครีเอทีฟคอมมอนส์มีให้เลือกใช้คือ “ไม่แก้ไขต้นฉบับ” (No Derivative Works) เงื่อนไขนี้อนุญาตให้ทุกคนทำซ้ำและเผยแพร่รูปถ่ายของคุณได้ ตราบใดที่พวกเขาไม่ดัดแปลงหรือตัดต่อรูปดังกล่าว คุณอาจเลือกใช้เงื่อนไขนี้ถ้าต้องการเผยแพร่รูปที่เป็น “ต้นฉบับ” จริง ๆ เท่านั้น ดังนั้น สมมุติว่ามีคนต้องการตัดต่อรูปถ่ายตึกช้างเพื่อเอาไปใช้ในงานคอลลาจ (collage) ที่กำลังทำอยู่ คนนั้นก็จะต้องขออนุญาตคุณก่อนที่จะเอารูปไปตัดต่อได้ (แต่ถ้าอยากทำซ้ำและเผยแพร่ต้นฉบับดั้งเดิมของรูปนี้ก็ไม่ต้องขอ)
เงื่อนไขหลักทั้งสามประการที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่ใช่เงื่อนไขเฉพาะที่ต้องคุณเลือกแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็น “เมนู” ที่คุณสามารถเลือกมากกว่าหนึ่งข้อ หรือนำทั้งสามข้อมาผสมผสานกันเพื่อให้ตรงกับจุดประสงค์มากที่สุด เช่น ถ้าคุณอยากให้คนอื่นนำงานของคุณไปตัดต่อหรือดัดแปลงได้ ตราบใดที่ไม่ใช้เพื่อการค้า และให้เครดิตคุณ คุณก็สามารถระบุเงื่อนไขทั้ง “Attribution” และ “Noncommercial” ในสัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ หรือถ้าคุณอยากให้คนอื่นนำรูปตึกช้างของคุณไปขายต่อได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ตราบใดที่ให้เครดิตและไม่ตัดต่อดัดแปลงรูปนั้น คุณก็สามารถระบุ “Attribution” และ No Derivative Works” ในสัญญาอนุญาตที่แปะไว้ข้างรูป
เงื่อนไขหลักข้อสุดท้ายที่ครีเอทีฟคอมมอนส์มีให้เลือก คือ “ใช้สัญญาอนุญาตแบบเดียวกัน” (Share Alike) เงื่อนไขนี้หมายความว่า ทุกคนที่นำรูปถ่ายของคุณไปใช้ในการสร้างงานใหม่ จะต้องเผยแพร่งานชิ้นใหม่ของพวกเขาที่มีรูปนั้นเป็นส่วนประกอบภายใต้เงื่อนไขเดียวกันกับที่คุณเลือกใช้ เช่น สมมุติว่าคุณเลือกใช้สัญญาอนุญาตแบบ “Share Alike,” “Attribution” และ “Noncommercial” ดังนั้น คนที่นำรูปตึกช้างของคุณไปตัดต่อและใช้ในงานคอลลาจจะต้องเผยแพร่งานคอลลาจชิ้นนั้นภายใต้เงื่อนไข “Share Alike,” “Attribution” และ “Noncommercial” ในสัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ด้วย นอกจากนี้ ผู้สร้างคอลลาจยังต้องปฏิบัติตามสัญญาอนุญาตดั้งเดิมของคุณ นั่นคือ ให้เครดิตกับคุณในฐานะผู้ถ่ายรูปตึกช้าง และไม่นำคอลลาจนั้นไปขาย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคุณก่อน
ความยืดหยุ่นของเงื่อนไขครีเอทีฟคอมมอนส์ที่สามารถนำมาผสมผสานกันได้ แปลว่ามีสัญญาทั้งหมด 11 รูปแบบด้วยกัน นอกจากนี้ หากผู้สร้างงานไม่ต้องการสงวนลิขสิทธิ์เลย แต่ต้องการมอบงานชิ้นนั้นให้ใครก็ได้ไปใช้ต่อ โดยปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ก็สามารถอุทิศงานชิ้นนั้นให้เป็น “สมบัติสาธารณะ” (public domain) ผ่านเว็บไซต์ครีเอทีฟคอมมอนส์ ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศว่า “ไม่ขอสงวนลิขสิทธิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น”
ในโลกที่อุดมการณ์ ความเชื่อ และจุดยืนในประเด็นต่าง ๆ ดูเหมือนจะถูกบีบให้อยู่ “ขั้ว” ใดขั้วหนึ่งเท่านั้น (polarized) โดยมี “พื้นที่ตรงกลาง” เหลืออยู่น้อยมาก ครีเอทีฟคอมมอนส์เป็นความพยายามที่น่าสรรเสริญ เพราะเป็น “ทางออก” จากปัญหาลิขสิทธิ์ในปัจจุบัน โดยส่งเสริมทั้งการสร้างสรรค์โดยต่อยอดงานเก่า และคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ อันเป็นเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้ร่างกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ในอดีต อย่างน้อยก็ในอเมริกา ก่อนที่กฎหมายจะถูกบิดเบือนไปอยู่ข้าง “คุ้มครอง” สิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์มากเกินไป จนบั่นทอนแรงจูงใจที่จะใช้งานในอดีตเพื่อสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ สำหรับอนาคต
ปัจจุบัน มีงานสร้างสรรค์นับล้าน ๆ ชิ้นที่ใช้สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์ และนับวันก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เพราะครีเอทีฟคอมมอนส์มีประโยชน์ชัดเจนสำหรับผู้สร้างงานที่เชื่อมั่นในพลังของการร่วมมือกัน และ “ต่อยอด” ความคิดสร้างสรรค์ในอดีตออกไปเป็นงานใหม่ ๆ มูลนิธิครีเอทีฟคอมมอนส์เองก็มุ่งพัฒนาสัญญาอนุญาตอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลายของผู้สร้างงาน เช่น เมื่อไม่นานมานี้มีการสร้างเงื่อนไข “ใช้ในประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น” สำหรับผู้สร้างงานในประเทศพัฒนาแล้วที่ปรารถนาจะให้ทุกคนในประเทศกำลังพัฒนานำงานของตนไปใช้ได้ฟรี แต่สงวนสิทธิที่จะเก็บค่าลิขสิทธิ์จากผู้ใช้ที่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว (เพราะมีฐานะดีกว่า จึงสมควรจะจ่ายค่าลิขสิทธิ์มากกว่า)
ประเทศไทย เองก็เริ่มมีเว็บไซต์ที่ใช้สัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์แล้ว เช่น Fuse.in.th นอกจากนั้นก็มีการรวมตัวกันในหมู่ผู้สนใจเป็นทีมงาน เพื่อแปลงสัญญาอนุญาตแบบครีเอทีฟคอมมอนส์เป็นภาษาไทย และให้ใช้บังคับได้ภายใต้ระบบกฎหมายไทย โดยมีสำนักกฎหมายธรรมนิติเป็น “เจ้าภาพ” ในการแปลงสัญญา ขอเชิญทุกท่านร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างสัญญาฉบับภาษาไทย และเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับครีเอทีฟคอมมอนส์ได้ที่ http://cc.in.th/
ขอเชิญทุกท่านมาร่วมกันเปิดศักราชใหม่ให้กับรูปแบบการสร้างสรรค์อันอ่อนโยนกว่าที่แล้วมา.
ที่มา: โอเพ่นออนไลน์ ตีพิมพ์ออนไลน์ 25 ตุลาคม 2550
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 25 ตุลาคม 2550 (คอลัมน์ “ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์”)

ครีเอทีฟคอมมอนส์ : สู่โลกแห่งการสร้างสรรค์เพื่อสาธารณะ by สฤณี อาชวานันทกุล is licensed under a Creative Commons Attribution-Non-Commercial-Share Alike 3.0 Unported License.
Based on a work at www.onopen.com.
